มาตรฐานที่ 3 การพัฒนาคุณภาพการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เด็กปฐมวัย ( 3 ตัวชี้วัด )
มาตรฐานที่ 3 การพัฒนาคุณภาพการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เด็กปฐมวัย ( 3 ตัวชี้วัด )
หลักสูตรระดับการศึกษาปฐมวัย (ชั้นอนุบาลปีที่ 2 - 3)
หลักสูตรและการจัดประสบการณ์ในระดับนี้มุ่งเน้นการเตรียมความพร้อมครอบคลุมพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน (ร่างกาย อารมณ์-จิตใจ สังคม และสติปัญญา) โดยมีรายละเอียดดังนี้
ลักษณะหลักสูตร เป็นหลักสูตรปฐมวัยที่มีความยืดหยุ่นสูง สอดคล้องกับวิถีชีวิตของครอบครัว ชุมชน และบริบทความพอเพียงของท้องถิ่น
แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ ยึดหลักการ "เรียนปนเล่น" (Active Learning) และสร้างโอกาสให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรงจากการลงมือปฏิบัติจริง ผ่านกิจกรรมประจำวัน 6 กิจกรรมหลัก อาทิเช่น
กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ระบายสี, เป่าสี, ฉีกตัดปะ, พิมพ์ภาพ และปั้นดินน้ำมัน เพื่อพัฒนาตาและกล้ามเนื้อมัดเล็ก
กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ เคลื่อนไหวร่างกายประกอบเพลงและเครื่องเคาะจังหวะ เพื่อพัฒนาการควบคุมร่างกาย
กิจกรรมการเล่นกลางแจ้ง เล่นเครื่องเล่นสนามและเกมละเล่นต่าง ๆ เพื่อสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมัดใหญ่
กิจกรรมเกมการศึกษา ฝึกทักษะการสังเกต คิดหาเหตุผล จัดหมวดหมู่ และเปรียบเทียบ
โครงการ/จุดเน้นสนับสนุน
โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย เน้นทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ขั้นพื้นฐาน
โครงการสุขอนามัยและโภชนาการ ตรวจสุขภาพปากและฟัน, ดื่มนมฟรี และรับประทานอาหารกลางวันตามหลักโภชนาการ
การวัดและประเมินผล ประเมินตามสภาพจริงด้วยเครื่องมือที่หลากหลาย เช่น การสังเกตพฤติกรรมรายบุคคล, การสำรวจ, การสอบถาม และการประเมินแฟ้มสะสมผลงาน โดยให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วม
สรุปภาพรวมเชิงบริหารและการพัฒนาครู
กระบวนการ PLC (Professional Learning Community) ครูทุกคนในโรงเรียน (ซึ่งมีจำนวนน้อยประมาณ 2-4 คนตามปีกระบวนการ) จะใช้ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพในการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และร่วมกันออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้/สื่อการสอน
วิจัยในชั้นเรียน กำหนดให้ครูทุกคนจัดทำวิจัยในชั้นเรียนอย่างน้อยปีการศึกษาละ 1 เรื่อง เพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แก่ผู้เรียนโดยตรง
การจัดกิจกรรมพัฒนาคุณลักษณะพึงประสงค์ที่เหมาะสมกับระดับการศึกษาปฐมวัย (ชั้นอนุบาลปีที่ 2 - 3) การพัฒนาในวัยนี้เน้นการบ่มเพาะขั้นพื้นฐานผ่านกิจวัตรประจำวันและการเล่น เพื่อให้เด็กมีวินัย รับผิดชอบ และซึมซับวัฒนธรรมไทย
กิจกรรมและแนวทางการพัฒนา
การปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน ฝึกการช่วยเหลือตนเองในการรับทานอาหาร, การเข้าแถวตามลำดับก่อนหลัง, และการทำความสะอาดห้องน้ำห้องส้วมด้วยตนเอง
การปฏิบัติตามมารยาทและวัฒนธรรมไทย เน้นจุดเน้นอัตลักษณ์ "ยิ้มง่าย ไหว้สวย" การกล่าวคำทักทาย ขอบคุณ และขอโทษอย่างสอดคล้องกับกาลเทศะ
การสร้างความรับผิดชอบและจิตสาธารณะ การแบ่งเวรประจำวันช่วยกันดูแลรักษาความสะอาดห้องเรียน, การเก็บของเล่นเข้าที่ และการคัดแยกขยะลงถังตามชนิด
การแต่งกายสร้างวินัย ฝึกให้เด็กแต่งกายตามข้อตกลงประจำวันของโรงเรียน (เช่น วันอังคารชุดผ้าไทย, วันพุธชุดพละ) เพื่อสร้างความเข้าใจในกฎระเบียบสังคม
โครงการสนับสนุน โครงการงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม, โครงการโรงเรียนปลอดขยะ และโครงการส่งเสริมและพัฒนางานสภานักเรียน
ผลลัพธ์เชิงประจักษ์ เด็กปฐมวัยร้อยละ 100 มีผลการประเมินพัฒนาการด้านสังคมอยู่ในระดับดี เชื่อฟังพ่อแม่ครูอาจารย์ มีความซื่อสัตย์สุจริต และช่วยเหลือแบ่งปันผู้อื่น
จากการวิเคราะห์รายงานการประเมินตนเอง (SAR) ของโรงเรียนบ้านห้วยไค้ พบว่า ครูระดับปฐมวัยมีแนวทางการประเมินพัฒนาการของเด็กอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยแบ่งออกเป็นกระบวนการ เครื่องมือ และการนำผลไปใช้ ดังนี้
1. กระบวนการประเมินอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง
ประเมินตามสภาพจริง (Authentic Assessment) ครูประเมินพัฒนาการเด็กจากการปฏิบัติกิจกรรมประจำวันและการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ในห้องเรียน ไม่ได้ใช้การสอบข้อเขียน
ครอบคลุมพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน การประเมินจะครอบคลุมอย่างสมดุลครบทุกด้าน ได้แก่ ด้านร่างกาย, ด้านอารมณ์-จิตใจ, ด้านสังคม และด้านสติปัญญา
การมีส่วนร่วมของพหุภาคี ครูไม่ได้ประเมินเพียงฝ่ายเดียว แต่เปิดโอกาสให้ผู้ปกครองและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เข้ามาร่วมมือในการวิเคราะห์และประเมินพัฒนาการของเด็กเป็นรายบุคคลด้วย
2. เครื่องมือการวัดและประเมินผลที่ใช้
ครูผู้ดูแลเด็กใช้เครื่องมือและวิธีการที่หลากหลายสอดคล้องกับวัยปฐมวัย ได้แก่
แบบบันทึกพัฒนาการเด็ก (อบ.3/1)
สมุดบันทึกเด็กเป็นรายบุคคล (อบ.3/2)
แบบสังเกตพฤติกรรมเด็ก (รายบุคคลและรายกลุ่ม)
แบบสัมภาษณ์เด็ก
แบบประเมินผลงานและแฟ้มสะสมงานของเด็ก
3. การนำผลการประเมินไปใช้พัฒนาต่อยอด
ปรับปรุงการจัดประสบการณ์ ครูนำข้อมูลผลการประเมินมาวิเคราะห์เพื่อปรับวิธีการเรียนการสอน ออกแบบกิจกรรมซ่อมเสริม หรือกิจกรรมที่กระตุ้นตามความสนใจของเด็กแต่ละคน
การทำวิจัยในชั้นเรียน นำปัญหาหรือข้อจำกัดที่พบจากการประเมินเด็กไปสะท้อนผลร่วมกับเพื่อนครูผ่านกิจกรรม PLC และจัดทำเป็นนวัตกรรมหรือวิจัยในชั้นเรียน (ปีการศึกษาละ 1 เรื่อง) เพื่อแก้ปัญหาเด็กเป็นรายบุคคลอย่างตรงจุด